|
โบว์ลิ่งเป็นลูกสาวผมครับ พันธุ์ผสม อายุ 3 ขวบแล้ว เมื่อต้นเดือน อากาศที่เชียงใหม่เริ่มหนาวเย็นลง
ด้วยความที่กลัวลูกจะไม่สบาย เลยหาพลาสติกมาตัดคลุมกรงเอาไว้ตอนกลางคืน
ส่วนตอนกลางวันก็เอาออกเพราะอากาศจะร้อน

โบว์ลิ่งซึ่งปกติเค้ามีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีอาการส่อเค้าว่าจะป่วยเลย
แต่อยู่ๆเค้าก็ผอมลง ทั้งที่กินอาหารได้ตามปกติทุกอย่าง ยังร่าเริงเหมือนเดิม
ที่ตาก็ไม่มีจุดขาว
จนเมื่อวันที่10 พย.ผ่านมาเค้าก็เริ่มไม่สบาย สังเกตจากดวงตาของเค้าที่หมอง
ไม่สดใส มีน้ำตาไหลซึมออกมาตลอดเวลา ไม่ค่อยกินอาหาร ไม่ค่อยวิ่งเล่น ไม่ค่อยกระโดดเหมือนเมื่อก่อน
ซึมลง คิดว่าเค้าคงเป็นหวัด แต่คงยังเป็นแค่อาการเบื้องต้น เลยให้อาหารบำรุง
ให้วิตามินซีเสริม พามาอยู่ในห้องซึ่งจะอบอุ่นกว่าข้างนอก
 |
หาหมอ....
สองวันผ่านไป อาการเค้ายังทรงตัว ผมกังวลว่าเค้าจะเป็นมากกว่านี้
ก็เลยตัดสินใจพาไปพบสัตวแพทย์ที่คลินิก หมอบอกว่าเค้าเป็นหวัดครับ
จ่ายยามา 3 อย่าง ก่อนจะจ่ายยาผมปรึกษากับหมอว่าขอเป็นยาฉีดได้มั้ย
โบว์ลิ่งเค้าจะไม่ชอบทานยาเลย เวลาป้อนเค้าจะดิ้นและสะบัดหน้าหนีอยู่ตลอดเวลาเพราะขยาด
ถ้าหากยังฝืนป้อนต่อไปอีกผมกลัวว่าเค้าอาจจะสำลักยา แต่หมอก็บอกว่าถึงแม้จะฉีดแต่ก็ต้องให้กินยาอยู่ดี
เพราะอายุของยาสั้น และยาฉีดยังอยู่ในรูปน้ำมัน เค้าจะยิ่งเจ็บปวดและขยาดมากกว่าเดิม
ยังไงก็พยายามป้อนเค้าให้ได้ หลังจากรับยามาแล้ว ผมก็ป้อนเค้าวันละ
3 เวลา ทุกครั้งที่ป้อนเค้าแทบจะไม่ยอมให้ป้อนเลย ดิ้นตลอดเวลา พยายามป้อนเค้าให้ได้
กว่าจะป้อนเสร็จก็เหนื่อย
|
2 วันผ่านไปดูเหมือนว่าอาการเค้าจะค่อยๆดีขึ้น จากที่ไม่ยอมกินอาหารเลยก็พอกินได้บ้าง
เดินได้บ้าง อาการซึมยังมีอยู่ หมอบอกว่าเป็นเพราะยาที่ทำให้เค้าได้พักผ่อนมากขึ้น
เหมือนคนที่กินยาแก้หวัด ก็จะมีอาการง่วงซึมเหมือนกัน
ลาง....
กลางดึก คืนก่อนที่โบว์ลิ่งจะจากไป เค้าเปิดประตูกรงออกมา
ตอนนั้นผมนั่งอยู่ใกล้ๆกับกรงของโบโบ้ ซึ่งเป็นลูกชายของผมอีกตัวหนึ่ง
เป็นแฟนกับโบว์ลิ่ง ผมแยกเค้าออกมาอยู่อีกกรงต่างหากเพราะไม่อยากให้เค้าติดหวัดกัน
โบว์ลิ่งเค้าวิ่งมาหาโบโบ้ข้างๆกรง ทักทายกัน แล้วก็นั่งอยู่ใกล้ๆกัน
สักพัก โบว์ลิ่งขยับตัวเดินมาหาผม ดูเค้าอยากจะปีนขึ้นมานั่งบนตัก
แต่ไม่มีแรงปีน ใช้เท้าตะกุยๆที่ขา ผมเลยเอาผ้าขนหนูมาปูที่ตักแล้วประคองเค้าให้ขึ้นมานอนบนตักผม
เค้านอนเอาคางเกยขาผมจนเค้าเกือบจะหลับ ตอนนั้นอยู่ๆก็รู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาเฉยๆ
ว่าครั้งนี้โบว์ลิ่งอาจจะได้นอนหนุนตักผมเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ผมตกใจ
รีบสลัดความคิดนี้ออกไปแล้วพูดกับโบว์ลิ่งว่าขอให้เค้าหายไวๆจะได้ไปเล่นด้วยกันอีก
ไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงได้คิดอย่างนั้น รู้แต่ว่ามันเป็นลางไม่ดี
อาการของโบว์ลิ่งคงจะดีขึ้น หรืออาจจะหายเป็นปกติเลยก็ได้ถ้าไม่เป็นเพราะความสะเพร่า
ทำอะไรลงไปโดยไม่รู้จักคิดให้ดีเสียก่อนของผม ตำแหน่งของกรงโบว์ลิ่งที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ในห้อง
มันอยู่ใต้บานเกร็ดพอดี ผมคิดว่าปิดบานเกร็ดหมดแล้ว ลมคงพัดเข้ามาไม่ได้
ตอนที่ย้ายเข้ามา ลมก็สงบ คงไม่พัดเข้ามา ถ้าไปตั้งไว้ที่อื่นก็จะใกล้กรงของโบโบ้เกินไป
เดี๋ยวจะติดหวัดกัน (ห้องผมค่อนข้างเล็ก) กรงโบว์ลิ่งเองที่รอยต่อระหว่างพลาสติกคลุมกรงมันต่อกันไม่สนิท
ผมก็เอาผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาคลุมไว้ ตรงไหนของห้องที่คิดว่าลมหนาวจะพัดเข้ามาก็หาผ้าไปอุดไว้
ในกรง รวมทั้งบ้านบันไดโพรงก็เอาหญ้าไปปูไว้ให้ จนแน่ใจว่าจะไม่มีไอหนาวเข้ามาให้โบว์ลิ่งหนาวแล้ว
ถึงได้วางใจ พรุ่งนี้ตอนสาย จะได้พาเค้าไปพบหมอตามที่หมอนัด
|
 |
 |
ทรุด
รุ่งเช้า ผมตื่นขึ้นมาหาโบว์ลิ่ง เห็นโบว์ลิ่งซึมลงมากกว่าเมื่อวานมาก
คอตก น้ำตาก็ซึมจนลืมตาแทบไม่ขึ้น จมูกมีน้ำมูกไหล ขนที่คางของเค้าก็เปียก
กำลังดูอาการของเค้าอยู่ ก็รู้สึกเย็นๆบนกรง ปรากฎว่า ผ้าเช็ดตัวที่ผมคลุมกรงเอาไว้มันตกลงไปกองอยู่ข้างล่าง
แล้วความรู้สึกที่เย็นๆนั่น มันมาจากลมหนาวที่พัดเข้ามาจากบานเกร็ด
ตกลงมาบนกรงโบว์ลิ่งพอดี...หมายความว่า โบว์ลิ่งต้องนอนตากลมหนาวตลอดทั้งคืนเลยใช่มั้ย...ทำไมผมแย่อย่างนี้
ไม่ได้คิดบ้างเลยว่าไม่ควรวางกรงโบว์ลิ่งไว้ติดหน้าต่างเด็ดขาดไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร
ผมรีบยกกรงโบว์ลิ่งออกไปตรงระเบียงที่ที่มีแสงแดดอ่อนๆอยู่ ให้เค้าได้รับความอบอุ่น
เผื่อว่าอาการเค้าอาจจะดีขึ้น ถึงเวลาป้อนยาแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเค้าจะยังกลืนยาได้หรือเปล่า
แต่อย่างน้อยขอให้เค้ากลืนได้สักนิดหนึ่งก็ยังดี ผมออกไปซื้อน้ำตาลกลูโคสมาเสริมให้
ด้วยความหวังว่ามันจะช่วยให้เค้ามีแรงขึ้นมาบ้าง
ระหว่างป้อนยากับน้ำตาลกลูโคสดูเหมือนว่าเค้าจะยังกลืนได้นะ
ไม่ดิ้น จนผิดสังเกต ผมค่อยๆป้อนยาเค้าจนหมด โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าที่ผมป้อนยาและน้ำตาลเข้าไปจะส่งผลร้ายแก่เค้า
แล้วพาเค้าไปพบหมอตามที่หมอนัด ผมเล่าอาการของโบว์ลิ่งที่ทรุดลงให้หมอฟัง
ยกเว้นแต่เรื่องที่โบว์ลิ่งต้องนอนตากลมทั้งคืนที่ผมไม่ได้เล่า
ยังจะมีแก่ใจห่วงตัวเองอยู่อีก กลัวหมอจะตำหนิเอา จนทำให้หมอวินิจฉัยผิดว่าที่เค้าซึมลงไปเป็นเพราะยาอย่างเดียว
หมอบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าหนูเป็นสัตว์ที่อุณหภูมิร่างกายแปรปรวนง่ายมาก
พยายามให้เค้าอยู่ ในที่ที่อากาศไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ผมก็ไม่ทำตามที่หมอบอก
ผมบอกหมอว่าเค้ายังกลืนยาได้ แต่กินอาหารไม่ได้ ทั้งๆที่ความจริงโบว์ลิ่งเค้ากลืนอะไรแทบจะไม่ได้เลย
หมอบอกว่าให้ลองป้อนน้ำผึ้งให้เค้าทีละน้อยๆ ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
และหาโคมไฟมาเปิดให้ความอบอุ่นแก่เค้าด้วย
ผมพาโบว์ลิ่งกลับหอพักตอน 11 โมง พอเที่ยง ผมป้อนยาเค้าอีกครั้ง
คราวนี้เค้าไม่รับอะไรอีกแล้ว แม้แต่น้ำผึ้ง เค้าคายออกมาหมด คอเค้าอ่อนมาก
ทรงตัวไม่อยู่ ตาไม่กระพริบ ผมเริ่มใจคอไม่ดี ตัดสินใจโทรบอกหมอ
หมอให้ผมงดยาทุกอย่าง นวดตัวเค้าไปเรื่อยๆแล้วให้รีบพามาหาหมอโดยเร็วที่สุด
ผมพาเค้าใส่ตะกร้า เอาผ้าขนหนูห่มให้เค้าด้วย ทันทีที่ถึงมือหมอ
หมอเช็คการหายใจ ตรวจร่างกายคร่าวๆแล้วพูดเปรยๆว่าสำลักยาเข้าปอดหรือเปล่า
ผมนึกถึงตอนที่ผมป้อนยาให้เค้า เริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองป้อนยาเข้ากระพุ้งแก้มเค้าผิดวิธี
หรือเป็นเพราะเค้ากลืนยาไม่ได้แล้ว แต่ผมก็ยังไปฝืนป้อนยาให้เค้าอีก
จนทำให้เค้าสำลักยาเข้าปอด ระหว่างที่ตรวจ โบว์ลิ่งกระตุกตลอดเวลา
หมอฉีดยากันช็อคให้เค้าเข็มหนึ่ง แล้วขอตัวเอาไว้ที่คลินิกเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ
แล้วอีก 1ชม.ครึ่งจะติดต่อกลับไป
หลังจากนั้น ชม.ครึ่ง ผมติดต่อกลับไปหาหมอ ตอนนั้นอาการโบว์ลิ่งยังไม่ดีขึ้นเลย
หมอบอกว่าเค้าสำลักยาเข้าไปมาก กำลังพยายามดูดออกให้และใช้ยาช่วย
ขอให้ฝากโบว์ลิ่งเอาไว้ก่อน ถ้าผ่าน 6 ชม.ไปได้ก็คงไม่น่าเป็นห่วงแล้ว
ผมได้แต่ฝากให้หมอช่วยลูกสาวของผมด้วย หมอขอหมายเลขติดต่อของผมเอาไว้
ตอนเย็น ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแล้ว เป็นห่วงเค้ามาก กินข้าวก็กินไม่ลง
นับเวลาไปเรื่อยๆ รอให้เวลาผ่านไป 6 ชม.แต่ยิ่งรอ มันยิ่งเหมือนกับเดินช้าลงทุกที
นึกตำหนิตัวเองที่ทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไป ถ้าหากโบว์ลิ่งเป็นอะไร
ผมจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย ผมนั่งอยู่กับโบโบ้ตลอดเวลา บอกโบโบ้ให้ช่วยเป็นกำลังใจให้โบว์ลิ่งด้วย
โบโบ้เองก็ซึมลงไปเหมือนกัน
|
ข่าวร้าย...
ตอนนี้ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือเลย แต่ในที่สุด
ผ่านไป 3 ชม. หมอก็โทรมาบอกข่าวร้ายกับผม ว่าโบว์ลิ่งไม่อยู่แล้ว หมอพยายามช่วยเต็มที่
แต่เค้าสำลักยาเข้าไปเยอะมาก ผมอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วก็บอกหมอว่าอีกสักพักผมจะไปรับเค้ากลับ
พยายามทำใจเอาไว้ ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรนะๆ ไปถึงคลินิก รับตะกร้าใบเล็กที่พาเค้ามาจากหมอ
แล้วก็พาเค้ากลับ พอกลับถึงห้อง ผมวางตะกร้าลง นั่งพิงข้างๆเตียง อุ้มเค้าขึ้นมาวางบนตัก
ลูบขนให้เค้า ตัวเค้ายังอุ่นๆอยู่ |
ผมอยากจะดูเค้ามากกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้
เพราะผมมองอะไรไม่เห็นแล้ว ตามันมัวไปหมดแล้ว... |
 |
อำลา
ผมพาเค้าไปไว้ใต้ต้นไม้ เอาอาหาร ของใช้ของเค้ามาอยู่ด้วยกัน รวมทั้งต้นไผ่แคระ
ที่เค้าชอบมาก แต่ผมหวง ไม่ค่อยให้เค้ากิน เค้าก็จะกินให้ได้ เอามาปลูกไว้ข้างๆเค้า
ให้อยู่กับเค้าตลอดไป ผมสัญญากับโบว์ลิ่งเอาไว้ ว่าจะดูแลโบโบ้ให้ดีที่สุด
ไม่ต้องเป็นห่วง และขอโทษเค้าที่ผมเป็นต้นเหตุทำให้เค้าต้องไม่สบาย ถ้าผมเอาใจใส่เค้ากว่านี้อีกนิด
เค้าอาจจะหายเป็นปกติก็ได้ เพื่อนๆที่ยังเลี้ยงแกสบี้อยู่ ขอให้เก็บไว้เป็นอุทาหรณ์นะครับ
ขอให้ดูแลเค้าให้ดี เอาใจใส่เค้าให้มากๆนะครับ เค้าจะได้อยู่กับเราไปนานๆ
... ลาก่อนนะ โบว์ลิ่ง
บันทึกโดย คุณ โดนัท (วันที่: Sun, 16 Nov 2003)
|