ความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย
   
    เรื่อง...ความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย
 
   


โบว์ลิ่งเป็นลูกสาวผมครับ พันธุ์ผสม อายุ 3 ขวบแล้ว เมื่อต้นเดือน อากาศที่เชียงใหม่เริ่มหนาวเย็นลง ด้วยความที่กลัวลูกจะไม่สบาย เลยหาพลาสติกมาตัดคลุมกรงเอาไว้ตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันก็เอาออกเพราะอากาศจะร้อน

โบว์ลิ่งซึ่งปกติเค้ามีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีอาการส่อเค้าว่าจะป่วยเลย แต่อยู่ๆเค้าก็ผอมลง ทั้งที่กินอาหารได้ตามปกติทุกอย่าง ยังร่าเริงเหมือนเดิม ที่ตาก็ไม่มีจุดขาว

จนเมื่อวันที่10 พย.ผ่านมาเค้าก็เริ่มไม่สบาย สังเกตจากดวงตาของเค้าที่หมอง ไม่สดใส มีน้ำตาไหลซึมออกมาตลอดเวลา ไม่ค่อยกินอาหาร ไม่ค่อยวิ่งเล่น ไม่ค่อยกระโดดเหมือนเมื่อก่อน ซึมลง คิดว่าเค้าคงเป็นหวัด แต่คงยังเป็นแค่อาการเบื้องต้น เลยให้อาหารบำรุง ให้วิตามินซีเสริม พามาอยู่ในห้องซึ่งจะอบอุ่นกว่าข้างนอก

หาหมอ....

สองวันผ่านไป อาการเค้ายังทรงตัว ผมกังวลว่าเค้าจะเป็นมากกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจพาไปพบสัตวแพทย์ที่คลินิก หมอบอกว่าเค้าเป็นหวัดครับ จ่ายยามา 3 อย่าง ก่อนจะจ่ายยาผมปรึกษากับหมอว่าขอเป็นยาฉีดได้มั้ย โบว์ลิ่งเค้าจะไม่ชอบทานยาเลย เวลาป้อนเค้าจะดิ้นและสะบัดหน้าหนีอยู่ตลอดเวลาเพราะขยาด ถ้าหากยังฝืนป้อนต่อไปอีกผมกลัวว่าเค้าอาจจะสำลักยา แต่หมอก็บอกว่าถึงแม้จะฉีดแต่ก็ต้องให้กินยาอยู่ดี เพราะอายุของยาสั้น และยาฉีดยังอยู่ในรูปน้ำมัน เค้าจะยิ่งเจ็บปวดและขยาดมากกว่าเดิม ยังไงก็พยายามป้อนเค้าให้ได้ หลังจากรับยามาแล้ว ผมก็ป้อนเค้าวันละ 3 เวลา ทุกครั้งที่ป้อนเค้าแทบจะไม่ยอมให้ป้อนเลย ดิ้นตลอดเวลา พยายามป้อนเค้าให้ได้ กว่าจะป้อนเสร็จก็เหนื่อย

2 วันผ่านไปดูเหมือนว่าอาการเค้าจะค่อยๆดีขึ้น จากที่ไม่ยอมกินอาหารเลยก็พอกินได้บ้าง เดินได้บ้าง อาการซึมยังมีอยู่ หมอบอกว่าเป็นเพราะยาที่ทำให้เค้าได้พักผ่อนมากขึ้น เหมือนคนที่กินยาแก้หวัด ก็จะมีอาการง่วงซึมเหมือนกัน

ลาง....
กลางดึก คืนก่อนที่โบว์ลิ่งจะจากไป เค้าเปิดประตูกรงออกมา ตอนนั้นผมนั่งอยู่ใกล้ๆกับกรงของโบโบ้ ซึ่งเป็นลูกชายของผมอีกตัวหนึ่ง เป็นแฟนกับโบว์ลิ่ง ผมแยกเค้าออกมาอยู่อีกกรงต่างหากเพราะไม่อยากให้เค้าติดหวัดกัน โบว์ลิ่งเค้าวิ่งมาหาโบโบ้ข้างๆกรง ทักทายกัน แล้วก็นั่งอยู่ใกล้ๆกัน สักพัก โบว์ลิ่งขยับตัวเดินมาหาผม ดูเค้าอยากจะปีนขึ้นมานั่งบนตัก แต่ไม่มีแรงปีน ใช้เท้าตะกุยๆที่ขา ผมเลยเอาผ้าขนหนูมาปูที่ตักแล้วประคองเค้าให้ขึ้นมานอนบนตักผม เค้านอนเอาคางเกยขาผมจนเค้าเกือบจะหลับ ตอนนั้นอยู่ๆก็รู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาเฉยๆ ว่าครั้งนี้โบว์ลิ่งอาจจะได้นอนหนุนตักผมเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ผมตกใจ รีบสลัดความคิดนี้ออกไปแล้วพูดกับโบว์ลิ่งว่าขอให้เค้าหายไวๆจะได้ไปเล่นด้วยกันอีก ไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงได้คิดอย่างนั้น รู้แต่ว่ามันเป็นลางไม่ดี

อาการของโบว์ลิ่งคงจะดีขึ้น หรืออาจจะหายเป็นปกติเลยก็ได้ถ้าไม่เป็นเพราะความสะเพร่า ทำอะไรลงไปโดยไม่รู้จักคิดให้ดีเสียก่อนของผม ตำแหน่งของกรงโบว์ลิ่งที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ในห้อง มันอยู่ใต้บานเกร็ดพอดี ผมคิดว่าปิดบานเกร็ดหมดแล้ว ลมคงพัดเข้ามาไม่ได้ ตอนที่ย้ายเข้ามา ลมก็สงบ คงไม่พัดเข้ามา ถ้าไปตั้งไว้ที่อื่นก็จะใกล้กรงของโบโบ้เกินไป เดี๋ยวจะติดหวัดกัน (ห้องผมค่อนข้างเล็ก) กรงโบว์ลิ่งเองที่รอยต่อระหว่างพลาสติกคลุมกรงมันต่อกันไม่สนิท ผมก็เอาผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาคลุมไว้ ตรงไหนของห้องที่คิดว่าลมหนาวจะพัดเข้ามาก็หาผ้าไปอุดไว้ ในกรง รวมทั้งบ้านบันไดโพรงก็เอาหญ้าไปปูไว้ให้ จนแน่ใจว่าจะไม่มีไอหนาวเข้ามาให้โบว์ลิ่งหนาวแล้ว ถึงได้วางใจ พรุ่งนี้ตอนสาย จะได้พาเค้าไปพบหมอตามที่หมอนัด

ทรุด
รุ่งเช้า ผมตื่นขึ้นมาหาโบว์ลิ่ง เห็นโบว์ลิ่งซึมลงมากกว่าเมื่อวานมาก คอตก น้ำตาก็ซึมจนลืมตาแทบไม่ขึ้น จมูกมีน้ำมูกไหล ขนที่คางของเค้าก็เปียก กำลังดูอาการของเค้าอยู่ ก็รู้สึกเย็นๆบนกรง ปรากฎว่า ผ้าเช็ดตัวที่ผมคลุมกรงเอาไว้มันตกลงไปกองอยู่ข้างล่าง แล้วความรู้สึกที่เย็นๆนั่น มันมาจากลมหนาวที่พัดเข้ามาจากบานเกร็ด ตกลงมาบนกรงโบว์ลิ่งพอดี...หมายความว่า โบว์ลิ่งต้องนอนตากลมหนาวตลอดทั้งคืนเลยใช่มั้ย...ทำไมผมแย่อย่างนี้ ไม่ได้คิดบ้างเลยว่าไม่ควรวางกรงโบว์ลิ่งไว้ติดหน้าต่างเด็ดขาดไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผมรีบยกกรงโบว์ลิ่งออกไปตรงระเบียงที่ที่มีแสงแดดอ่อนๆอยู่ ให้เค้าได้รับความอบอุ่น เผื่อว่าอาการเค้าอาจจะดีขึ้น ถึงเวลาป้อนยาแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเค้าจะยังกลืนยาได้หรือเปล่า แต่อย่างน้อยขอให้เค้ากลืนได้สักนิดหนึ่งก็ยังดี ผมออกไปซื้อน้ำตาลกลูโคสมาเสริมให้ ด้วยความหวังว่ามันจะช่วยให้เค้ามีแรงขึ้นมาบ้าง

 

ระหว่างป้อนยากับน้ำตาลกลูโคสดูเหมือนว่าเค้าจะยังกลืนได้นะ ไม่ดิ้น จนผิดสังเกต ผมค่อยๆป้อนยาเค้าจนหมด โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าที่ผมป้อนยาและน้ำตาลเข้าไปจะส่งผลร้ายแก่เค้า แล้วพาเค้าไปพบหมอตามที่หมอนัด ผมเล่าอาการของโบว์ลิ่งที่ทรุดลงให้หมอฟัง ยกเว้นแต่เรื่องที่โบว์ลิ่งต้องนอนตากลมทั้งคืนที่ผมไม่ได้เล่า ยังจะมีแก่ใจห่วงตัวเองอยู่อีก กลัวหมอจะตำหนิเอา จนทำให้หมอวินิจฉัยผิดว่าที่เค้าซึมลงไปเป็นเพราะยาอย่างเดียว หมอบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าหนูเป็นสัตว์ที่อุณหภูมิร่างกายแปรปรวนง่ายมาก พยายามให้เค้าอยู่ ในที่ที่อากาศไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ผมก็ไม่ทำตามที่หมอบอก ผมบอกหมอว่าเค้ายังกลืนยาได้ แต่กินอาหารไม่ได้ ทั้งๆที่ความจริงโบว์ลิ่งเค้ากลืนอะไรแทบจะไม่ได้เลย หมอบอกว่าให้ลองป้อนน้ำผึ้งให้เค้าทีละน้อยๆ ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหาโคมไฟมาเปิดให้ความอบอุ่นแก่เค้าด้วย

 

ผมพาโบว์ลิ่งกลับหอพักตอน 11 โมง พอเที่ยง ผมป้อนยาเค้าอีกครั้ง คราวนี้เค้าไม่รับอะไรอีกแล้ว แม้แต่น้ำผึ้ง เค้าคายออกมาหมด คอเค้าอ่อนมาก ทรงตัวไม่อยู่ ตาไม่กระพริบ ผมเริ่มใจคอไม่ดี ตัดสินใจโทรบอกหมอ หมอให้ผมงดยาทุกอย่าง นวดตัวเค้าไปเรื่อยๆแล้วให้รีบพามาหาหมอโดยเร็วที่สุด ผมพาเค้าใส่ตะกร้า เอาผ้าขนหนูห่มให้เค้าด้วย ทันทีที่ถึงมือหมอ หมอเช็คการหายใจ ตรวจร่างกายคร่าวๆแล้วพูดเปรยๆว่าสำลักยาเข้าปอดหรือเปล่า ผมนึกถึงตอนที่ผมป้อนยาให้เค้า เริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองป้อนยาเข้ากระพุ้งแก้มเค้าผิดวิธี หรือเป็นเพราะเค้ากลืนยาไม่ได้แล้ว แต่ผมก็ยังไปฝืนป้อนยาให้เค้าอีก จนทำให้เค้าสำลักยาเข้าปอด ระหว่างที่ตรวจ โบว์ลิ่งกระตุกตลอดเวลา หมอฉีดยากันช็อคให้เค้าเข็มหนึ่ง แล้วขอตัวเอาไว้ที่คลินิกเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ แล้วอีก 1ชม.ครึ่งจะติดต่อกลับไป

หลังจากนั้น ชม.ครึ่ง ผมติดต่อกลับไปหาหมอ ตอนนั้นอาการโบว์ลิ่งยังไม่ดีขึ้นเลย หมอบอกว่าเค้าสำลักยาเข้าไปมาก กำลังพยายามดูดออกให้และใช้ยาช่วย ขอให้ฝากโบว์ลิ่งเอาไว้ก่อน ถ้าผ่าน 6 ชม.ไปได้ก็คงไม่น่าเป็นห่วงแล้ว ผมได้แต่ฝากให้หมอช่วยลูกสาวของผมด้วย หมอขอหมายเลขติดต่อของผมเอาไว้ ตอนเย็น ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแล้ว เป็นห่วงเค้ามาก กินข้าวก็กินไม่ลง นับเวลาไปเรื่อยๆ รอให้เวลาผ่านไป 6 ชม.แต่ยิ่งรอ มันยิ่งเหมือนกับเดินช้าลงทุกที นึกตำหนิตัวเองที่ทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไป ถ้าหากโบว์ลิ่งเป็นอะไร ผมจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเลย ผมนั่งอยู่กับโบโบ้ตลอดเวลา บอกโบโบ้ให้ช่วยเป็นกำลังใจให้โบว์ลิ่งด้วย โบโบ้เองก็ซึมลงไปเหมือนกัน


ข่าวร้าย...
ตอนนี้ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือเลย แต่ในที่สุด ผ่านไป 3 ชม. หมอก็โทรมาบอกข่าวร้ายกับผม ว่าโบว์ลิ่งไม่อยู่แล้ว หมอพยายามช่วยเต็มที่ แต่เค้าสำลักยาเข้าไปเยอะมาก ผมอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วก็บอกหมอว่าอีกสักพักผมจะไปรับเค้ากลับ พยายามทำใจเอาไว้ ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรนะๆ ไปถึงคลินิก รับตะกร้าใบเล็กที่พาเค้ามาจากหมอ แล้วก็พาเค้ากลับ พอกลับถึงห้อง ผมวางตะกร้าลง นั่งพิงข้างๆเตียง อุ้มเค้าขึ้นมาวางบนตัก ลูบขนให้เค้า ตัวเค้ายังอุ่นๆอยู่
ผมอยากจะดูเค้ามากกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะผมมองอะไรไม่เห็นแล้ว ตามันมัวไปหมดแล้ว...


อำลา
ผมพาเค้าไปไว้ใต้ต้นไม้ เอาอาหาร ของใช้ของเค้ามาอยู่ด้วยกัน รวมทั้งต้นไผ่แคระ ที่เค้าชอบมาก แต่ผมหวง ไม่ค่อยให้เค้ากิน เค้าก็จะกินให้ได้ เอามาปลูกไว้ข้างๆเค้า ให้อยู่กับเค้าตลอดไป ผมสัญญากับโบว์ลิ่งเอาไว้ ว่าจะดูแลโบโบ้ให้ดีที่สุด ไม่ต้องเป็นห่วง และขอโทษเค้าที่ผมเป็นต้นเหตุทำให้เค้าต้องไม่สบาย ถ้าผมเอาใจใส่เค้ากว่านี้อีกนิด เค้าอาจจะหายเป็นปกติก็ได้ เพื่อนๆที่ยังเลี้ยงแกสบี้อยู่ ขอให้เก็บไว้เป็นอุทาหรณ์นะครับ ขอให้ดูแลเค้าให้ดี เอาใจใส่เค้าให้มากๆนะครับ เค้าจะได้อยู่กับเราไปนานๆ
... ลาก่อนนะ โบว์ลิ่ง

บันทึกโดย คุณ โดนัท (วันที่: Sun, 16 Nov 2003)
 

 

Web Site Copyright www.cavythailand.com, 2001. All Rights Reserved.